miiself-Sketchbook

ต้องสะดุดตากับโลโก้ที่เปลี่ยนไปของ Google ค่ะ วันนี้โลโก้คล้ายๆกับพระ แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร เข้าไปดู จึงรู้ว่าวันนี้เป็น วันเกิดของ มหาตมา คานธี นั่นเอง

 

ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา มีบุรุษผู้หนึ่งเกิดขึ้นมาในยุคของการล่าอาณานิคมจากประเทศตะวันตก
โดยเฉพาะประเทศที่กล้าประกาศว่า “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน อย่างอังกฤษ ท่ามกลางการดูหมิ่นเหยียดหยามชาวเอเชียอย่างรุนแรง และด้วยความเข้าใจในปัญหานี้ ทำให้เขาหาหนทางต่อสู่อย่างสันติ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นตัวตนแห่งเสรีภาพของชนชาติของเขา ซึ่งถือเป็นการต่อสู้กับมหาอำนาจที่ยากที่จะต่อสู้ด้วย “กำลัง

 

แต่สิ่งที่เขาเลือกใช้คือ “สติและปัญญา” ความแน่วแน่และกล้าหาญ ทำให้เขาสามารถขับไล่ผู้รุกรานได้อย่างสันติ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการใช้สันติวิธีในการขับไล่ผู้รุกราน และเขาเป็นผู้ที่เชื่อมโยงการแบ่งชั้นวรรณะในอินเดีย เพื่อหลอมรวมจิตใจของคนอินเดียทั่วประเทศที่ไม่ต้องการให้เกิดการเสียเลือดเนื้อ ทำให้คนอินเดียที่มีความหลากหลายทางด้านปรัชญาที่มีรากฐานมากว่าสี่พันปี มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน

เขาคือผู้ที่กล่าวว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีชีวิต”
เขาไม่ใช่คนร่ำรวย และมีทรัพย์สินไม่ถึง 3 ดอลลาร์เมื่อเขาตายแต่เขาก็เป็นคนคนเดียวกับที่อัจฉริยะของโลกอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า “คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้จริงอยู่บนโลกมนุษย์นี้”

มาร์ติน ลูเธอร์คิง ยกย่องเขาว่า “พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานธีเป็นผู้มอบพิธีการ” เมื่อเป็นเช่นนี้คงไม่มีประโยคใดเหมาะสมสำหรับเขาเท่ากับการที่ทั่วโลกต่างยกย่องให้เขาเป็นบุคคล “อมตะ” และมอบความ “ยิ่งใหญ่” ในฐานะผู้มีจิตใจสูง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มหา+ อาตมา” ( แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง ) จนกลายมาเป็น “มหาตมะ” ขนานนามโดย “รพินนารถ ฐากูร” นักปราชญ์ชาวอินเดีย ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล

บุรุษผู้นี้ก็คือ “มหาตมะ คานธี” บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักต่อสู้รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่ว่าจะเป็น หญิงเหล็กอองซาน ซูจี ผู้ที่เจริญรอยตามการต่อสู้โดยยึดหลัก “อหิงสา” แสดงให้เห็นว่า “การกระทำโดยไม่กระทำ” นั้นก่อให้เกิดผลยิ่งใหญ่เพียงใด

ทั้ง ๆที่เขาถือกำเนิดเป็นชาวฮินดูแต่สิ่งที่เขาปฎิบัติโดยยึดหลัก “อหิงสา” นั้นเป็นการเดินตามรอยมหาศาสดาเอกของโลกโดยที่เขาถือว่าสิ่งนี้เป็น “สัจธรรม” ตามธรรมชาติที่พระพุทธองค์นำมาเป็นแนวทางเพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติ 

จึงเป็นบุคคลที่เข้าใจโลกและทางออกของมนุษย์ที่ไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีซึ่งผู้บริหารในยุคปัจจุบันควรนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาระหว่างความคิดของคนต่างศาสนา

ตำนานแห่งการต่อสู้ด้วยหลัก “อหิงสา”

ที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือการต่อสู้สิทธิของชาวอินเดียในเรื่อง “เกลือ” ( ในอดีตเกลือเป็นของที่มีค่า ) เพราะชาวอังกฤษกดขี่ชาวอินเดีย ไม่ให้ทำเกลือเองและ ห้ามว่าการขายเกลือของชาวอินเดียเป็นสิ่งผิดกฎหมายแต่กลับสงวนไว้เพื่อชาวอังกฤษเท่านั้น คานธีจึงวางแผนต่อต้านด้วยการเดินเท้าเปล่าระยะทางกว่าสองร้อยไมล์ ไปยังทะเลอาหรับ พร้อมด้วยสาวกกว่าแปดสิบคน เพื่อไปทำเกลือที่นั่น

“ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของเราเถิด”

ถือเป็นการสร้างประกายไฟแห่งการตอบสนองของคนอินเดีย ให้มีการค้าขายเกลือกันอย่างเปิดเผย ทำให้คานธี และคนอินเดียหลายพันคนถูกจับและทำร้ายร่างกาย แต่ด้วยแรงกดดันจากนานาประเทศ ทำให้ลอร์ดเออวินน์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษปล่อยตัวคานธี และเปิดการเจรจาเพื่อทำการต่อรอง

คานธีมาตามคำเชิญพร้อมกับขอน้ำอุ่นมาหนึ่งแก้ว พร้อมกับหยิบของขึ้นมาสิ่งหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า “ท่านที่เคารพ อย่าบอกใครนะว่านี่คือเกลือที่ข้าทำอย่างผิดกฎหมาย” พร้อมกับเทเกลือลงน้ำและยกขึ้นดื่มและจากเหตุการณ์นี้ ทำให้กษัตริย์อังกฤษเรียกตัวเขาเข้าพบ ซึ่งที่นั่นเอง ที่ทำให้เขามีโอกาสแสดงทรรศนะของเขาว่า

"ข้าพเจ้ากำลังขอร้องต่อบิดาแห่งชาติของเรา ให้ท่านมีเมตตา มีความรัก เห็นความจริงและงดใช้ความรุนแรง ขอจงประทานพรแก่พวกเรา เสรีภาพอันสมบูรณ์เท่านั้นคือสิ่งที่เราต้องการ"

ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธีเรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที "นี่คือคำสวดเป็นคำสั้นๆที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่านอยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดียหรือมิฉะนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธี ประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม ด้วยวัย 73 ปี แต่โลกทั้งโลกก็ให้ความสนใจต่อการกระทำของเขาในครั้งนี้มาก

วันที่ 14 สิงหาคม 1947 อินเดียก็ฉลองอิสรภาพของตน เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองทำให้อำนาจของอังกฤษลดน้อยลง

จนในที่สุดอังกฤษต้องยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้ แต่ 'ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น' ได้ทิ้งยาพิษที่ขมขื่นไว้สำหรับชาติอินเดียที่เป็นเอกราชและคานธี คือการแบ่งแยกอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ ด้วยการก่อตั้งรัฐปากีสถาน อนาคตของชาติใหม่ปรากฏความขัดแย้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้าแล้ว

ชาวฮินดูและมุสลิม คู่แข่งอันยาวนาน หันมาเกลียดกันอย่างเปิดเผย ชาวมุสลิมส่วนน้อยยืนยันจะแยกตัวออกไป (กลายเป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) หลังจากอุทิศมาชั่วชีวิตเพื่อรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว แต่คานธีกลับต้องเห็นบ้านเกิดอันเป็นที่รักถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเขามาก

บางทีเขาอาจต้องทบทวนว่าด้วยหลัก “อหิงสา” และการต่อสู้เกือบทั้งชีวิตของเขาหรือไม่ที่ทำให้เกิดการสูญเสียจากการสังหารหมู่ระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมจำนวนครึ่งล้าน มาถึงตอนนี้เขากลายเป็นบุคคลที่มีทั้ง “คนรักและคนชัง” เพราะเมื่อเขาเริ่มอดอาหารประท้วง ก็มีผู้เดินขบวนและร้องออกมาว่า “ คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไปลงนรกซะ” นับเป็นการใช้ชีวิตในช่วงปัจฉิมวัยที่ขมขื่นมากสำหรับเขาเลยทีเดียว

 

วันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีในวัย 78 ปี เดินเข้าไปในที่ประชุมสวดประจำวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลี ท่ามกลางฝูงชน ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง 'นาฮูราน กอสซี่' วัย 36 ปี ก้าวออกมาก้มลงคารวะคานธี แล้วพูดว่า 'ท่านมาสายสำหรับการสวด' คานธีก็พูดว่า 'ใช่ฉันมาสายไป มาสายจริงๆ' แล้วกอสซี่ชักปืนเล็กๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา แล้วยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้องและอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจหรือความเจ็บปวด ขณะสุดท้ายก่อนสิ้นลม เขาพนมมือในลักษณะสวดมนต์แล้วพึมพรำคำว่า "ราม" ( พระผู้เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย )

นับเป็นจุดจบที่แสนจะโหดร้ายต่อผู้ที่ได้ชื่อว่า มหาบุรุษผู้เรียกร้องสันติภาพอันยิ่งใหญ่ด้วยหลักอหิงสา

ขอบคุณ : http://www.vikrom.net/file/posttoday/ptghandhi161005.pdf 

หมีน้อย รักษ์โลก

posted on 22 Jul 2009 15:07 by miiself  in miiself-Sketchbook

วันนี้เอาการ์ดมาให้เพื่อนๆดูค่ะ เป็นการ์ชุดที่ 2 ของ miiself ชื่อชุด "หมีน้อยรักษ์โลก" ฝากเพื่อนๆช่วยติชมด้วยนะคะ แถมด้วยการ์ด ตามกระแสหวัด 2009 อีก 2 ชิ้นด้วยค่ะ

@miiself-Sketchbook : การ์ดชุดที่ 2 หมีน้อย รักษ์โลก


น้องหมีรักษ์โลก แล้วเพื่อนๆรักษ์โลกหรือเปล่า...


ทิ้งขยะให้ลงถัง และแยกขยะด้วยนะคะ


ช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อ ช่วยโลก ลดมลพิษ ค่ะ

@หมีน้อย ป้องกันหวัด 2009


ทานอาหารมีช้อนกลาง และอาหารสุก สะอาด สดใหม่ ด้วยนะคะ


ล้างมือ บ่อยๆ ช่วยรักษาความสะอาด ปราศจากเชื้อโรคได้อีกทางนึงค่ะ


เป็นไงบ้างคะ การ์ดน่ารักๆ ชุดที่ 2 ของเรา มีหมีน้อยเป็นพรีเซนเตอร์ น่ารักเชียว เพื่อนๆ อย่าลืมรักษ์โลก และรักษาดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากไข้หวัด 2009 นะคะ

miiself Teddy Bear

posted on 18 May 2009 14:23 by miiself  in miiself-Sketchbook

สวัสดีเพื่อนๆ Exteen ค่ะ วันนี้ miiself มี "หมี" มาฝาก จากที่เราคยทำการ์ด "หมีโหด" มาแล้ว ตอนนี้ miiself พักโหดชั่วคราว และขอกลายร่างมาเป็น "หมีน้อย น่าฮัก" ค่ะ


@Creative Sketchbook : miiself Teddy Bear น่าฮัก 

สำหรับ หมีน้อย น่าฮัก ชุดนี้ จัดทำขึ้นเพื่อ เป็นของขวัญสำหรับคนเก่งของ Exteen ที่มาร่วมสนุกกับ ทีมงาน miiself ค่ะ เช่น น้องเฟิร์น (Lucent) คุณปอ (Berserkrabbit) และน้องนานา (nanaaa) ค่ะ จัดส่งและได้รับกันไปเรียบร้อยแล้ว ลองมาดูกันค่ะ ว่าจะน่าฮักแกมโหด หรือเปล่า...


น้องหมีน้อยหมวกแดง


ตอนแรกกะว่าจะทำ คล้ายๆหนูน้อยหมวกแดง ถือตะกร้า พอทำออกมาแล้ว ทำไมกลายเป็นคุณยายของหนูน้อยหมวกแดงไปซะนี่...
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

น้องหมีต่ายชุดขาว

ตัวนี้คือ หมีกระต่าย ค่ะ พอมองออกไหมคะ ดูไปดูมาเหมือนหมีใส่ชุดกระต่ายนั่นแหละ ออกแนวเซ็กซี่หน่อยเพราะไม่ได้ใส่เสื้อ  แต่รวมๆแล้วก็น่ารักแหละเนอะ..อิอิ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

น้องหมีเจ้าชายเย็นชา

ตัวนี้ concept ต้องเป็นแนวเกาหลีเลยค่ะ เลยออกมาเป็นเช่นนี้ มีผ้าพันคอ เสื้อกั๊กสีแดง ดูแล้วใช่เลย เสื้อแดง! ไม่ช่ายยย...น่ารัก หล่อนุ่ม ขนาดนี้ ก็ต้องเป็นเจ้าชายสิคะ


มีแค่สามแบบก่อน ถ้ามีเวลาจะทำเพิ่มอีก ตัวนึงใช้เวลาทำนานมาก นานจนลืม...แต่พวกเราก็ตั้งใจทำอย่างมาก เนื่องด้วยเป็นมือใหม่หัดประดิษฐ์ เลยออกมาได้ประมาณนี้ก็สุดฝีมือแล้ว ที่สำคัญ เราทำและมอบให้จากใจจริงๆค่ะ...น้ำตาคลอ


เพื่อนๆมีคำติชม แนะนำกันด้วยนะคะ ^^