Creative-News

วันนี้มีกิจกรรมดีๆ และเป็นประโยชน์ต่อโลกมาฝากค่ะ (อลังการงานสร้าง!) เป็นที่ทราบดีว่าโลกของเราร้อนขึ้นๆ ทุกวัน ฝนตกพรำๆ หน้าร้อน ปรากฏการณ์แปลกๆ สภาพอากาศผิดฤดูไปหมด แบบนี้ต้องช่วยกันแก้ไขแล้วล่ะ


@miiself News : ไอเดียกระฉุด โดยไอเดียกรีน

กิจกรรมสร้างสรรค์ สำหรับเพื่อนๆ น้องๆได้ใช้ความคิดในการสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์และคลิปวีดีโอเด็ดๆเพื่อสิ่งแวดล้อม

ใครมีไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมดีๆ อย่าเก็บไว้ โครงการดีๆแบบนี้ต้องรีบเข้ามาร่วมกันเยอะๆค่ะ
นักศึกษาระดับปริญญาตรี ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการไอเดียกระฉูด ประกวดคลิปวีดีโอ และสิ่งประดิษฐ์ เพื่อสิ่งแวดล้อม ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรจาก SCG Paper และผลงานที่ได้รับรางวัลยังได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร a day อีกด้วย



รู้อย่างนี้แล้ว ใครมีไอเดียเจ๋งๆก็อย่างรอช้านะคะ รีบส่งมาร่วมโครงการกับไอเดียกรีนเขาเลยค่ะ

คลิกดูรายละเอียดโครงการ ได้ที่ www.ideakrachood.com ค่ะ
อ่านกติกาอย่างละเอียด ได้ที่ www.ideakrachood.com/prize.php#send

ที่มา : http://www.ideakrachood.com

กินไปเรื่อย

posted on 28 May 2009 13:53 by miiself  in Creative-News

เชื่อหรือไม่ คนกรุงเทพฯ กินอาหารหาบเร่แผงลอย ในมูลค่าหมุนเวียนกว่า 150 ล้านบาทต่อวัน หรือ 54,750 ล้านบาทต่อปี


@กินไปเรื่อย: เจาะวิถีอร่อยริมทาง (นิทรรศการหมุนเวียน)

ความสรรจะกินและกินทั้งวัน ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมชั้นยอดที่ปลอดรางวัลโนเบล แต่สามารถเลี้ยงปากท้อง ส่งลูกเรียนเมืองนอกจบมาแล้วหลายคน พิสูจน์ความ “เวิร์ก” ของบรรจุภัณฑ์ฉลาดใช้ที่ประยุกต์จากของใกล้ตัวเพื่อลดต้นทุน

ใครจะคิดว่านักประดิษฐ์ริมฟุตบาทจะสรรสร้างกลยุทธ์การตลาดเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าอัศจรรย์ พบกับตำนานสู้แล้วรวยของธุรกิจดีลิเวอรี่ที่พัฒนาจากหาบเร่สมัยก่อนคุณทวด จนถึงเครือข่ายซาเล้งผลไม้



เปิดปริศนาการแสดงรถเข็นระเบิดครั้งแรกในเมืองไทย วิเคราะห์ความเป็นมาของครัวริมทางอันคุ้นเคย พร้อมเจาะลึกความต้องการของพ่อค้าแม่ขายและคนกรุงนักกินกว่า 1,600 คนกับเอแบคโพล เพื่อยกระดับวิถีอร่อยริมทาง


เวลาและสถานที่ 

สำหรับงานนี้เข้าชมฟรีค่ะ เขาเริ่มกันมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 แต่เพื่อนๆยังสามารถเข้าชมงานได้จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 10:30-21:00 ณ ห้องนิทรรศการ 2 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบค่ะ

งานดีๆแบบนี้ไม่ควรพลาดนะคะ ^^ 

ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์
10.30 – 21.00 น. (ปิดวันจันทร์)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ TCDC โทร. 02 664 8448

ที่มา : http://www.tcdc.or.th

สวัสดีค่ะ วันนี้ miiself ได้มีโอกาสอ่านบทความที่เขียนขึ้นถึง ความหมาย คุณค่า ของกราฟิกดีไซน์ หรือนักออกแบบ ทำให้เข้าใจความหมายของมันมากขึ้น อยากให้เพื่อนๆที่มีความสนใจ และเป็นนักออกแบบได้ลองอ่านดูค่ะ (ขออนุญาตนำภาพ เรขศิลป์ มาประกอบบทความค่ะ)
 

( ขอบพระคุณภาพ ออกแบบโดย : คุณปิยะ เกิดปัญญา : chalalalala02.blogspot.com ) 
 

@กราฟิกดีไซน์ | คุณค่า | นักออกแบบ

การออกแบบเรขศิลป์ หรือ กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design)
ในปัจจุบัน 
มีความหมายและรูปแบบที่กว้างขวางจนยากแก่การจำกัดความให้แน่นอน
และชัดเจนได้ อาจเพราะความหลากหลายในบทบาทหน้าที่ของมัน

งานออกแบบกราฟิกนับได้ว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะที่มีความสากลที่สุดก็ว่าได้
ด้วยเหตุผลที่งานออกแบบเหล่านี้รายล้อมอยู่รอบตัวเรา
บ้างทำหน้าที่
คอยอธิบายให้เราเข้าใจในสิ่งต่างๆ เช่น เราสามารถประกอบตู้ หรือชั้นวางรองเท้า
ที่ซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าได้ด้วยตนเอง จากภาพประกอบที่แสดงวิธี
การประกอบที่เข้าใจได้ง่าย / บ้างประดับประดาสิ่งต่างๆ ให้สวยงามและน่าประทับใจ
เช่น กระดาษห่อของขวัญที่มีลวดลายสวยงามทำให้สิ่งที่เราปรารถนาจะมอบ
ให้ใครคนหนึ่งมีคุณค่าและแสดงถึงความตั้งใจในการมอบให้ / บ้างระบุ แยกแยะ
หรือชี้ชัดให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ เช่น การที่เราสามารถใช้พื้นที่ต่างๆ
ในอาคารสาธารณะอย่างสนามบินได้อย่างถูกต้อง แม้กระทั่งในต่างประเทศที่ซึ่ง
เราไม่สามารถเข้าใจภาษานั้นได้ ป้ายสัญลักษณ์ในสนามบินทำให้ เรารู้ว่า
ห้องน้ำไปทางไหน หรือจะไปรับกระเป๋าสัมภาระได้บริเวณใด เป็นต้น
 
ในแทบทุกที่ที่เราอยู่หรือไป ในแทบทุกสิ่งที่เราเห็นหรืออ่าน
ไม่ว่าจะเป็นป้ายจราจรตามท้องถนนหนทาง สัญลักษณ์หรือโลโก้ต่างๆ
หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง แผงยาแก้หวัด
ขวดน้ำดื่ม ซองขนม ตั๋วรถไฟฟ้า ฯลฯ
งานออกแบบกราฟิกล้วนแล้วแต่มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันไป
 

(ขอบพระคุณภาพ จาก grafiction.blogspot.com )
 

Allen Hurburt
ได้จำแนกหน้าที่หลักๆของงานออกแบบกราฟิกไว้
ในหนังสือ The Design Concept โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่
 
1. เพื่อการบอกเล่าเรื่องราวหรือให้รายละเอียดสิ่งต่างๆ ( to inform )
2. เพื่อแสดงถึงหรือชี้ชัดอัตลักษณ์ของบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ( to identify )
3. เพื่อการโน้มน้าวหรือชักจูง ( to persuade )
ประกอบกับหน้าที่ที่ต่างย่อยออกมาอีกมากมายในปัจจุบัน
ทำให้สามารถกล่าวได้ว่างานออกแบบกราฟิกนั้นมีคุณค่ามีความสำคัญต่อผู้คน
และสังคมมากกว่าคุณค่าด้านความงามแต่เพียงอย่างเดียว

“ทุกคนล้วนเป็นนักออกแบบ”
 
ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือผมก็ล้วนมีโอกาสในการสร้างงานออกแบบ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ /
ไม่ว่าจะมีทักษะหลักการหรือไม่ / มีจุดมุ่งหมายที่ดีและเหมาะสมหรือไม่

เราจะเห็นกิจกรรมทางการออกแบบที่นอกเหนือกิจกรรมทางวิชาชีพ (ที่ถูกทำโดยนักออกแบบ)
เกิดขึ้นอยู่รอบๆตัวเราเสมอ เช่น การเขียนป้ายรายการอาหารตามร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหาร
ตามสั่งที่ถูกทำขึ้นเองโดยเจ้าของร้าน การทำประกาศภายในบริษัทโดยพนักงานธุรการ
ใบปลิวขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ตลอดจนข้อความหรือลวดลายที่ถูกพ่นอยู่ตามกำแพงทั่วไป

จากตัวอย่างที่กล่าวมาล้วนแสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายและผูกพันของงานออกแบบกราฟิก
ที่มีต่อผู้คนทั่วไป แต่กระนั้นก็ยังมีการแบ่งแยกงานออกแบบจากการประเมินคุณค่าด้วย
หลักเกณฑ์ต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในหมู่นักออกแบบ

หลักเกณฑ์ที่ว่าอาจจะมาจากรสนิยมที่สังคม (นักออกแบบยอมรับ) ทฤษฏีหรือหลักการออกแบบ
ที่ได้รับแนวคิดมาจากตะวันตก กระแสนิยมของแนวคิดและรูปแบบต่างๆในการออกแบบ
ความร่วมสมัยของงานออกแบบ เทคโนโลยีและระบบอุตสาหกรรมการผลิตที่เป็นปัจจัยสำคัญ
ในการกำหนดมาตรฐานของผลงานออกแบบ 
แต่หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ว่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผล
ต่อกิกรรมทางการออกแบบของผู้คนทั่วไปมากนัก เรายังพบเห็นงานออกแบบที่อยู่นอกเหนือ
กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานดังกล่าวอยู่เสมอ และความจำเป็นทางการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
ก็ดูจะมีอิทธิพลต่อการเกิดกิจกรรมทางการออกแบบของผู้คนทั่วไป
 
 
(ขอบพระคุณภาพ จาก grafiction.blogspot.com )


แน่นอน ทุกๆ คนล้วนออกแบบได้ เช่นเดียวกันกับทุกๆ คนล้วนร้องเพลงได้
แต่… อาชีพนักออกแบบหรือนักร้องก็ไม่ได้เป็นกันได้ทุกคน
ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นภาระอย่างหนึ่งของนักออกแบบว่าจะทำอย่างไร
ให้เห็นความแตกต่างระหว่างงานออกแบบมืออาชีพ (โดยนักออกแบบ)
กับงานออกแบบทั่วไปในชีวิตประจำวัน (โดยคนทั่วไปหรือสมัครเล่น)

ลองมองไปในรายละเอียดกันอีกที
"ไม่มีแบบตัวอักษรที่แย่"  ข้อความของ Eric Spiekermann จากหนังสือ Stop Stealing Sheep &
Find Out How Type Work ทำให้เราสามารถตั้งคำถามต่อการประเมินคุณค่าของรูปแบบ
งานเรขศิลป์ ที่นำไปสู่ความเชื่อที่ว่าไม่มีรูปแบบใดที่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง
และไม่มีรูปแบบใดที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

จากแนวคิดลักษณะนี้แสดงให้เห้นถึงการให้ความสำคัญต่อบริบทในการนำไปใช้
มากกว่าจะให้ความสำคัญไปที่รูปแบบเดี่ยวๆ ที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบทางการออกแบบ
ในแง่นี้ตัวหนังสือที่ได้จากการเขียนด้วยลายมือ จะถูกจัดให้มีคุณภาพและความสำคัญ
เทียบเท่ากับตัวเรียงพิมพ์หรือแบบอักษรในคอมพิวเตอร์ ดังนั้นคุณค่าอาถูกประเมินได้จากบริบท
ทางการสื่อสารมากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ว่า ตัวเรียงพิมพ์หรือตัวอักษรในคอมพิวเตอร์มี
หลักการออกแบบและมาตรฐานในการประดิษฐ์ตัวอักษรมากกว่าลายมือ

ไม่ว่าในยุคสมัยใด ก็ยังคงมีการประเมินคุณค่าของรูปแบบงานออกแบบกราฟิกด้วยมุมมองและ
หลักเกณฑ์ต่างๆ อยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันความคลุมเครือของคุณค่าของงานออกแบบกราฟิก
ก็ดูจะมีมากขึ้นด้วย บริบทเข้ามามีบทบาทในการกำหนดคุณค่า ขณะที่การประเมินคุณค่าก็อาศัย
บริบทเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณามากขึ้น

มีนักออกแบบจำนวนไม่น้อย ที่จงใจหยิบยืมรูปแบบที่ถูกประเมินคุณค่าในเชิงลบนำมาใช้ใน
การออกแบบของตน เช่น รูปแบบที่ถูกประเมินว่าไม่มีรสนิยมไม่ร่วมสมัย (เชย)
หรือ ไม่มีหลักการออกแบบหรือมาตรฐานการผลิต บางคนนำรูปแบบเหล่านี้มาลอกเลียน
ในลักษณะที่จงใจ ด้วยวัตถุประสงค์ทางการออกแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งแนวทางเหล่านี้จัดได้ว่า
เป็นการทำลายกำแพงทางการประเมินคุณค่า และก่อให้เกิดความไม่แน่นอนตายตัว
ในการตัดสินคุณค่าของรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อันนำไปสู่การเปิดกว้างมากขึ้นในงานออกแบบ
 

(ขอบพระคุณภาพ จาก grafiction.blogspot.com )
 

ดังนั้น ถ้างานออกแบบกราฟิกมีคุณค่าต่อการดำรงอยู่ของผู้คนและสังคมอย่างที่กล่าวมา
ตั้งแต่ต้นแล้ว ทุกๆคนในสังคมก็ควรตระหนักถึงความสำคัญนั้น โดยเฉพาะตัวนักออกแบบเอง
ที่มีภารกิจที่มีความสำคัญเกินกว่าจะผลิตงานออกแบบไปโดยมองความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่ง
เพียงด้านเดียว นอกเหนือจากความสำเร็จเชิงรูปแบบที่มีความน่าสนใจและมีสุนทรียภาพ
ความสำเร็จด้ายความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่และเฉียบคม
และความสำเร็จที่บรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว เราอาจจำเป็นจะต้องพิจารณาผลงานของเราด้วย
ว่างานออกแบบของเรานั้นไม่ได้ทำร้ายใครไม่เป็นมลภาวะ
หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลและส่วนรวม

ถ้าจะให้บอกว่ากราฟิกดีไซน์คืออะไร ก็อาจจะต้องขออุปมาว่า
“การออกแบบกราฟฟิก ก็อาจเปรียบได้กับการพูดจาที่มีน้ำเสียงน่าฟัง
มีลีลาอันน่าติดตาม มีลำดับเนื้อหาเป็นที่เข้าใจ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับผู้ฟัง
และที่สำคัญ…ย่อมไม่ใช่การพูดโกหกบิดเบือนจนดำกลายเป็นขาว
 
บทความโดย สันติ ลอรัชวี

 
เป็นยังไงบ้างเพื่อนๆได้อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร กับบทความนี้ โดยส่วนตัวเห็นด้วย กับบทความนี้นะ และชอบบทสุดท้ายที่เปรียบเทียบการออกแบบกราฟิก เหมือนการพูดจา การใช้ภาษา ไม่พูดบิดเบือนโกหก เพราะงานออกแบบก็เป็นสิ่งที่มีความงดงามและไม่ต้องการการบิดเบือนเช่นกัน...
 
ที่มา : http://thaigraphicdesigner.wordpress.com/